อยากเป็นตากล้องมืออาชีพ..ต้องจบคณะไหนถึงจะตรง??

อาชีพอิสระเป็นอาชีพที่หลายคนอยากจะทำโดยเฉพาะอาชีพช่างกล้องที่แค่สะพายกล้องพร้อมเป้คู่ใจไปไหนก็ได้ทั่วโลกเพื่อเก็บภาพความประทับใจแถมยังมีรายได้พ่วงเข้ามาด้วย จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วต้องเรียนสายไหนหรือคณะอะไรถึงจะตรงมากที่สุด ซึ่งถ้าให้พูดถึงคณะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงก็มีอยู่หลากหลาย จบออกมาก็พร้อมเป็นมืออาชีพได้ทันที เช่น

  1. คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะการถ่ายภาพ

เป็นคณะที่ศึกษาและสร้างสรรค์ศิลปะของการถ่ายภาพ ที่จะทำให้มีความรู้ทางด้านวิชาชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งทักษะในการถ่ายภาพ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนทางด้านการถ่ายภาพโดยตรง

  1. คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนต์และภาพนิ่ง

จะศึกษาด้านที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อทั้งภาพและเสียง อาทิ ละคร ภาพยนต์ และภาพนิ่งต่างๆ ผู้ที่จะเรียนได้จึงต้องมีจินตนาการรวมทั้งความรู้ที่กว้างขวาง สร้างสรรค์ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเรียนจบมาเพื่อทำงานด้านวงการบันเทิงโดยเฉพาะ

ซึ่งในความเป็นจริงยังมีอีกหลายคณะที่อาจจะไม่ตรงสายเสียทีเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อให้มีความรู้ในเบื้องต้นเพื่อนำไปต่อยอดสู่อาชีพช่างภาพได้ในอนาคต ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเป็นช่างภาพในอนาคต คือ

  • มีความรักในด้านการถ่ายภาพ : เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเรามีใจรักกับสิ่งไหน เรามักจะทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้งานทุกอย่างของเราออกมามีคุณภาพอีกด้วย
  • มีความกระตือรือร้น ใฝ่หาความรู้ เทคนิค ถ่ายภาพ : เพราะอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพมีอยู่มากมาย หากว่าไม่หมั่นศึกษาอยู่ตลอดเวลา เราอาจจะก้าวไม่ทันเทคนิคใหม่ๆ
  • มีความคิดสร้างสรรค์ ครีเอทงานได้ดี : เพราะการจัดภาพเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของการถ่ายภาพ ทั้งเรื่อง แสง เงา สภาพแวดล้อมต่างๆ เพราะหากไม่มีความรู้หรือดึงจุดเด่นของสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ ภาพถ่ายของเราก็ไม่ได้แตกต่างจากภาพของคนทั่วไป
  • มีความอดทน และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย : ต้องระลึกไว้เสมอว่าเวลาที่ช่างภาพถ่ายภาพบางครั้งจะต้องเจอกับเหล่าบรรดา นายแบบ นางแบบ เด็ก สัตว์ ซึ่งการทำงานกับคนหมู่มากความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญ หรือแม้กระทั่งอุปสรรคในการทำงานก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากว่าควบคุมอารมณ์ได้ไม่ได้ดีพอ ก็จะส่งผลต่อทีมงานทั้งหมด

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอาชีพช่างภาพนั้นจะจบคณะอะไรมาก็สามารถที่จะเป็นช่างภาพได้ ไม่จำเป็นต้องจบตรงสายก็ได้  ขึ้นอยู่กับความชอบและใจรัก เพราะการที่เราทำอะไรก็ตามในสิ่งที่เรารัก มันก็จะทำให้เรามีความสุขและสนุกกับมันได้อย่างเต็มที่คะ

เทคนิคการถ่ายภาพจากมือถือให้สวยขั้นเทพ

เดี๋ยวนี้ไปที่ไหนก็จะเห็นคนหยิบมือถือขึ้นมาแชะ แชะ !! ภาพถ่ายหรือเซลฟี่ตัวเองอย่างสนุกสนาน เพราะเพียงแค่มีมือถือเครื่องเดียวก็เก็บภาพความประทับใจได้แล้ว แต่วันนี้เราจะนำเทคนิคดีๆของการใช้มือถือถ่ายภาพให้ออกมาสวยขั้นเทพไม่แพ้มืออาชีพมาฝากกันคะ

  1. เวลาถือโทรศัพท์ควรถือให้นิ่ง แนะนำว่าควรถ่ายในลักษณะแนวนอนเสมอโดยสังเกตได้จากสิ่งของเกือบทุกอย่างมักจะถูกเซ็ทให้อยู่ในแนวนอน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ สาเหตุมาจากสายตาของมนุษย์จะถนัดในการมองในแนวนอนมากกว่า และยังทำให้จัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายอีกด้วย
  2. ให้คิดว่าโทรศัพท์มือถือของคุณเปรียบเหมือนกล้องถ่ายรูปที่ต้องจับให้มั่นก่อนกดชัตเตอร์ บางคนมักจะคิดว่าเป็นแค่โทรศัพท์หยิบขึ้นกดๆไปก็ได้ภาพแล้ว แต่หากคุณอยากได้ภาพสวยแบบมืออาชีพการจับให้มั่นทั้งสองมือนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้โทรศัพท์หลุดมือแล้ว ภาพที่ได้ก็จะสวยคมชัดและก็ได้ภาพที่ไม่เอียง
  3. การถ่ายภาพมุมสวย เพราะมุมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการถ่ายภาพทุกชนิด ไม่ว่าคุณจะใช้แค่กล้องโทรศัพท์หรือกล้องมืออาชีพก็ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นไม่ว่าจะปีน หรือ ต้องมุดราบไปกับพื้น คุณก็ควรต้องทำเพื่อมุมมองใหม่ๆที่ให้ความสวยไม่เหมือนกัน
  4. การซูมภาพ ฟังก์ชั่นในส่วนของการซูมภาพในกล้องมือถือยังไม่ค่อยทำออกมาสมบูรณ์เท่าไหร่นัก จนอาจถึงกับเป็นจุดด้อยเลยก็ว่าได้ เพราะภาพที่ได้จะออกมาไม่คมชัดเหมือนกล้องมืออาชีพ ฉะนั้นหากคุณอยากได้ภาพระยะใกล้ ควรเดินเข้าไปหาวัตถุที่ต้องการถ่ายจะดีกว่า
  5. ข้อดีอีกอย่างของกล้องมือถือก็คือเราสามารถตกแต่งภาพได้ เช่น บางภาพมืดเกินไป หรือสว่างจ้าจนทำให้ภาพเบลอ เราก็สามารถใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยตกแต่งให้ภาพมีความสมูทหรือละมุน คมชัดมากขึ้น โดยปัจจุบันก็มีแอพพลิเคชั่นฟรีให้โหลดอยู่หลากหลาย เช่น Photoshop app, PS Express หรือหากอยากให้ได้ภาพที่ออกแนวศิลปะเสียหน่อย แอพ VSCOcam ก็น่าสนใจไม่น้อย
  6. กล้องมือถือมักจะมีจุดโฟกัสที่อยู่ด้านหน้าสุด หรือจะอยู่ตรงกลางเฟรม ซึ่งจะช่วยให้จุดที่ไม่ได้โฟกัสเบลอ ดังนั้นหากอยากจะโฟกัสตรงจุดไหน ก็เลือกเฟรมไว้ แล้วแตะลงไปบนจุดที่เราต้องการจะโฟกัส รอประมาณสองวินาที กล้องจะทำการปรับแสง ทำให้สิ่งที่เราต้องการจะถ่ายสว่างคมชัดมากขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเทคนิคง่ายๆที่คุณก็สามารถนำไปลองทำตามได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องที่อาจจะมีผลต่อภาพถ่ายที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วยคะ

ไอเดียสุดเจ๋ง!! แต่งบ้านให้กลายเป็นสตูดิโอใช้งานได้จริง

ในโลกยุคปัจจุบันใครไม่ถ่ายรูปอัพโชว์รัวๆใน Social ถือว่าเชยสุดๆ แต่จะมามัวถ่ายแต่มุมเดิมๆก็ดูน่าเบื่อเกินไป ครั้นจะไปเช่าสตูดิโอสวยๆหรือออกไปท่องเที่ยวเพื่อเก็บภาพบรรยากาศงามๆก็ขาดแคลนงบประมาณ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป หากว่าบ้านของคุณมีมุมสวยพอเราก็สามารถที่จะช่วยเนรมิตรให้บ้านน้อยของคุณเป็นสตูดิโอ คาเฟ่ แชะภาพสุดแนวกันได้แบบไ ม่ซ้ำใครแล้วล่ะคะ

 

  1. สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย Wall Art

การสร้างธีมเพื่อกำหนด Mood & Tone ให้กับรูปซึ่งจะช่วยสร้างเอกลักษณ์และบรรยากาศของภาพได้เป็นอย่างดี ซึ่งบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องลงทุนตกแต่งห้องใหม่ เพราะเวลาที่เราถ่ายภาพส่วนใหญ่เราก็จะถ่ายเจาะเฉพาะบางมุมอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็แค่หา Wallpaper หรือสติ๊กเกอร์ลวดลายที่ชอบ เช่น ธีมวิวต่างประเทศ, ธีมท้องฟ้า หรือ ธีมธรรมชาติ  มาใช้ก็ได้

  1. กำแพงหวานแหววสีพาสเทล

ไม่ว่าเฟอร์นิเจอร์บ้านเราจะแสนธรรมดาขนาดไหน แต่ถ้าเจอกำแพงสีพาสเทลหรือสีหวานๆเข้าไปทุกอย่างก็จะดูอ่อนละมุนตาขึ้นมาทันที เพราะบ้านส่วนใหญ่มักจะทาด้วยโทนสีสว่างเช่น สีขาว สีครีม นอกจากในสตูดิโอถ่ายภาพโดยเฉพาะถึงจะทาสีเหล่านี้ ดังนั้นถ้าเราต้องการเนรมิตรให้บ้านเป็นสตูดิโอการทาสีเหล่านี้เข้าไปก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

  1. คุมโทนสีอย่าให้โดด

บางครั้งการถ่ายภาพกับกำแพงอาจจะดูโล่งหรือคุมเฟรมยากเกินไป ลองมาใช้การควบคุมโทนสีของห้องดู เช่น การจัดองค์ประกอบให้กำแพง, เฟอร์นิเจอร์ ภายในห้องให้เป็นโทนสีเดียวกัน และควรสร้างจุดเด่นของสีไม่ให้เกิน 3 สี เช่น ถ้าพื้นเป็นสีขาว ควรลองดึงเป็น ขาว-ชมพู, ขาว-ฟ้า, ขาว-เขียวพาสเทล ก็จะทำให้ได้สตูดิโอที่ออกแนวหวานสำหรับถ่ายภาพหวานๆก็เข้ากันดี

  1. พร๊อบของที่มีอยู่ในบ้าน

นอกจากการจัดองค์ประกอบโดยรวมของห้องที่จะทำเป็นสตูดิโอแล้ว การหาพร๊อบมาถ่ายรูปก็เป็นอย่างหนึ่งที่สตูดิโอส่วนใหญ่จะมี แต่ถ้าเป็นบ้านของเราเองก็ลองหาพร๊อบที่มีอยู่ เช่น ตุ๊กตา แจกันดอกไม้ หมอน มาใช้เป็นส่วนประกอบฉากรับรองว่าคุณจะได้รูปสวยๆที่ไม่แพ้ไปถ่ายที่สตูดิโออย่างแน่นอน

 

  1. ไฟประดับเพิ่มจินตนาการ

ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพสถานที่ไหนก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจได้เป็นอย่างดีก็เวทมนต์ของไฟประดับที่เราสามารถสร้างขึ้นเองได้ ด้วยการนำไฟมาติดตามโยงไปตามส่วนต่างของห้อง ประหนึ่งเหมือนมีหิ่งห้อยยามราตรีที่โบยบินอยู่รอบสตูดิโอของเรา เรียกได้ว่าสวยแล้วยังลงทุนน้อยอีกด้วย

ใครสนใจอยากได้สตูดิโอแบบไหนก็ลองนำไปประยุกต์ใช้ถ่ายภาพสวยๆกันในบ้านได้อย่างเต็มที่เลยคะ

สตูดิโอถ่ายทำละครและภาพยนตร์อันอลังการของไทย

               การถ่ายภาพยนตร์และละครนั้น สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มอรรถรสให้ออกมาดูสมจริงและประทับใจผู้ชมนั่นก็คือสถานที่ถ่ายทำ ปกติแล้วก็จะใช้วิธีการหาโลเกชั่นแล้วออกไปถ่ายทำซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและการเช่าสถานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หลายช่องจึงมีการสร้างสตูดิโอขึ้นมาเสียเลยเพื่อความสะดวกในการถ่ายทำละคร เป็นการลงทุนครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไป วันนี้ เราจะพาไปรู้จักกับสตูดิโอสุดอลังการว่ามีที่ไหนบ้าง

               สตูดิโอช่อง 3 (หนองแขม)

         สตูดิโอช่อง 3  หรือที่เรียกกันว่าสตูดิโอหนองแขม เพราะเหตุผลง่าย ๆ เนื่องจากตั้งอยู่เขตหนองแขม แรกเริ่มด้วยการสร้างฉากต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฉาก ๆ ไป และค่อย ๆ มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนสร้างเป็นสถานที่จริง เช่น เรือนไทย บึงบัว เรือนไม้เล็ก ๆ ที่อยู่ในสวน สวนป่า และล่าสุดที่เป็นที่กล่าวขวัญว่าเป็นอลังการงานสร้างนั่นก็คือ วังจุฑาเทพ ที่ใช้ถ่ายทำในละครชุด สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ที่สร้างวังขึ้นทั้งหลังมูลค่ากว่าสิบล้านบาท โดยมีการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ พรม ภาพเขียน และอื่น ๆ อย่างสมจริงและดูสวยงามมาก นอกจากสุภาพบุรุษจุฑาเทพแล้วเรายังเห็นวังแห่งนี้ในเรื่องอื่นอีก เช่น เลือดรักทระนง เป็นต้น ปัจจุบันสตูดิโอหนองแขมแห่งนี้ยังไม่มีการเปิดให้เข้าชมแม้ว่าจะมีการเรียกร้องจากแฟน ๆ เป็นจำนวนมากทั้งอยากเข้าชม และอยากจะใช้จัดงานวิวาห์เพราะโลเกชั่นที่งดงามเหลือเกิน แต่เพราะคิวถ่ายทำของละครช่อง 3 ที่แน่นอยู่แล้วทำให้ทางช่องไม่สะดวกที่จะเปิดรับบุคคลภายนอกให้เข้ามา ดังนั้น เราจึงทำได้เพียงรอชมความงดงามของสตูดิโอแห่งนี้ผ่านละครช่อง 3 เรื่องต่อไปกันเท่านั้น

               สตูดิโอช่อง 7

            หนึ่งในสตูดิโอของช่อง 7 ก็คือโรงถ่ายสามเศียรหรือโรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ของ ไพรัช สังวริบุตร นั่นเอง ตั้งอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี จึงเรียกตามสถานที่ว่าโรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ภายในสตูดิโอแห่งนี้เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างไม่แพ้ทางฝั่งช่อง  3 เพราะมีครบทั้งวัง บ้านเรือนไทย ลำคลอง กระท่อม เรือนแพ หรือแม้กระทั่งภูเขา ใช้ถ่ายทำละครหลายเรื่อง เช่น ทวิภพ ตะวันยอแสง และละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ช่อง 7 นิยมทำมาเป็นเวลานาน และละครต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง ล่าสุดเรื่องจากละครที่ทำให้เรตติ้งช่อง 7 พุ่งกะฉูดนั่นก็คือ เพลิงพระนาง นั่นเอง

กันตนามูฟวี่ทาวน์

               อีกสตูดิโอหนึ่งของช่อง 7 ที่อลังการไม่แพ้กัน นั่นก็คือ กันตนามูฟวี่ทาวน์ ตั้งอยู่พุทธมณฑล นครปฐม บนพื้นที่กว่า 600 ไร่เลยทีเดียว ภายในกันตนามูฟวี่ทาวน์แห่งนี้นอกจากจะมีฉากต่าง ๆ ที่สมจริง เรือนไทย ลำคลอง สลัม และอื่น ๆ ความพิเศษยังอยู่ที่การจำลองวังและเรือนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ ของประเทศไทยเราไว้อย่างสมจริงอีกด้วย ซึ่งสตูดิโอแห่งนี้มีการเปิดให้เช่าและมีการเข้ามาถ่ายทำจากทั้งในและต่างประเทศทั้งจอแก้วและจอเงินเลยทีเดียว

เทคนิคการทำ Photo Studio Box สำหรับถ่ายสินค้าแบบง่ายๆ

 

การขายสินค้าในปัจจุบันเรื่องของการโฆษณาถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการโฆษณาที่ดีจะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย สามารถอธิบายรายละเอียดของสินค้าได้ดี และที่สำคัญหากเป็นการโฆษณาแบบภาพนิ่งยิ่งได้ภาพที่สวยงามเข้ากับคอนเซปต์ของตัวสินค้ามากเท่าไหร่ยิ่งทำให้ลูกค้าเกิดความต้องการอยากใช้สินค้ามากขึ้นเท่านั้น เรื่องของการถ่ายรูปตัวสินค้าจึงนับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อย่างไรก็ดีการถ่ายรูปสินค้าหลายๆ ประเภทนั้นจะใช้องค์ประกอบรอบข้างแบบเดิมๆ มันก็ดูจะธรรมดาเกินไป การเลือกใช้ Photo Studio Box เข้ามาช่วยก็จะทำให้รูปถ่ายภาพสินค้าดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ Photo Studio Box ก็เหมือนกับการจำลองพื้นหลังที่จะเอาไว้ใช้วางตัวสินค้าให้มีความสอดคล้องกับสินค้านั้นๆ อาทิ หากขายนมกล่องก็อาจจะต้องการพื้นหลังที่เป็นทุ่งหญ้า ท้องฟ้า แสงแดด แต่การจะไปถ่ายจากพื้นที่ปกติแล้วตั้งนมกล่องแค่กล่องเดียวก็อาจจะทำให้เก็บบรรยากาศทั้งหมดไม่ได้ การใช้ Photo Studio Box เข้ามาช่วยจะทำให้เราสามารถเก็บรายละเอียดที่สำคัญของพื้นหลังได้เป็นอย่างดี

ถึงกระนั้นสำหรับหลายๆ คนเวลาที่จะเลือกใช้ Photo Studio Box ก็ไม่มีความต้องการที่จะเสียเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ Photo Studio Box ที่สวยงาม เพราะบางครั้งพวกเขาก็รู้สึกว่าการถ่ายสินค้าแค่ไม่กี่ช็อตแต่ต้องลงทุนเยอะเกินตัวมันก็ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ การทำ Photo Studio Box เองแบบง่ายๆ จึงเกิดขึ้นโดยจะขอนำเสนอวิธีการที่ง่ายๆ แต่สามารถใช้งานได้จริงมานำเสนอ

วัสดุ/อุปกรณ์ที่จะต้องใช้

  1. กล่องกระดาษขนาดพอสมควรที่สามารถวางตัวสินค้าและเอากล้องถ่ายรูปเข้าไปถ่ายได้
  2. กระดาษไข
  3. คัตเตอร์หรือกรรไกร
  4. เทปกาว
  5. กระดาษพื้นหลังสำหรับโดยเลือกใช้สีขาวจะดีที่สุด
  6. โคมไฟ

ขั้นตอนการทำง่ายๆ

  1. ตัดกล่องออกด้านใดด้านหนึ่งเพื่อใช้ทำเป็นด้านหน้าสำหรับถ่ายรูปสินค้า
  2. ทำการเจาะกล่องด้านซ้าย ขวา หรือบน ตามแต่ความต้องการในการออกแบบการถ่ายรูป โดยให้วัดจากขอบกล่องออกมาประมาณ 5 เซนติเมตร ทุกๆ ด้านแล้วค่อยตัดออกเพื่อให้กล่องยังคงมีฐานที่สามารถตั้งเอาไว้ได้
  3. ตัดกระดาษไขปิดรูกล่องที่เจาะเอาไว้ทั้งหมด
  4. ติดกระดาษขาวเอาไว้ที่ด้านในของกล่องโดยให้ปล่อยชายกระดาษที่เหลือลงมาบริเวณพื้นกล่อง
  5. หลังจากนั้นก็ใช้การจัดไฟตามที่ตัวเองต้องการเพื่อให้มุมของสินค้าออกมาสวยที่สุด

ในส่วนของกระดาษขาวด้านหลังนั้นหากต้องการพื้นหลังประเภทอื่นก็สามารถที่จะทำแล้วเอามาใส่ไว้แทนได้ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าว่าเป็นสินค้าแบบไหนและต้องการให้มีพื้นหลังเป็นอย่างไร

สุดยอดกล้องถ่ายรูปยอดนิยมของนักถ่ายรูป

ถ้าหากเปรียบว่าปืนคืออาวุธคู่กายของตำรวจ กล้องถ่ายรูปก็คงเป็นอาวุธคู่กายของเหล่าบรรดานักถ่ายรูปเช่นเดียวกัน เพราะเราจะเห็นได้ว่าบรรดานักถ่ายรูปเหล่านี้เวลาไปที่ไหนก็จะต้องมีกล้องถ่ายรูปห้อยอยู่กับคอเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อที่เวลาเจอภาพสวยๆ หรือเหตุการณ์อะไรที่สำคัญแบบปัจจุบันทันด่วนจะได้สามารถหยิบขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้ได้ในทันที ซึ่งในปัจจุบันนี้กล้องถ่ายรูปก็มีการสร้างขึ้นเพื่อให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของนักถ่ายรูปมากที่สุด มาทำความรู้จักกับสุดยอดกล้องถ่ายรูปยอดนิยมของเหล่าบรรดานักถ่ายรูปว่ามีกล้องรุ่นไหนกันบ้าง

img_maiwegg

  1. Fujifilm X-T2 – ถือว่าเป็นสุดยอดกล้องที่มีนวัตกรรมก้าวล้ำไปไกลของฟูจิเป็นอย่างมากตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะคุณภาพของกล้องตัวนี้นั้นสเปคที่ถูกสร้างขึ้นมาเรียกว่าทิ้งสเปคของกล้องรุ่นเก่าไปแบบกระจุยกระจาย เซนเซอร์ที่ใช้นั้นเป็นแบบ X-Trans CMOS III ขนาด APS-C ซึ่งเป็นแบบใหม่ยกชุด ความละเอียดของกล้อง 3 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายแบบต่อเนื่องได้ 8 ภายต่อ 1 วินาที ทว่าความสุดยอดที่แท้จริงคือจุดโฟกัส 325 จุด แต่จะเป็น Phase Detection อยู่ 169 จุด และด้วยสิ่งนี้จะทำให้สามารถจับภาได้อย่างรวดเร็วมาก เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมแบบสุดๆsony_ilcee3wqg
  2. Sony A7S II – หากใครคือผู้ที่คลั่งไคล้การถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือในพื้นที่ไม่ค่อยมีแสง ต้องขอบอกเลยว่านี่คือกล้องที่จะตอบสนองความต้องการของคุณได้อย่างดีที่สุด เพราะด้วยเลนส์กล้องที่พัฒนามาแบบพิเศษจะทำให้สามารถจับภาพในที่มืดที่สายตาเรามองไม่เห็นได้ มีระบบกันสั่น ไฟล์ภาพเนียนตาชนิดที่มองแล้วแทบไม่อยากจะเชื่อ สามารถดัน ISO ได้ไกลถึง 409,600 ถ่ายแบบ uncompressed RAW ได้เป็น perfect choice ซึ่งนี่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนชื่นชอบการถ่ายวีดีโอด้วยqfqf
  3. Sony A6300 – เป็นกล้องที่มีการโฟกัสเร็วที่สุดในโลกจากการโฆษณาของโซนี่ เพราะมีจุดโฟกัสเฟรมแบบ Phase Detection ถึง 425 จุด และแบบ Contrast Detection อยู่ 169 จุด เรียกได้ว่าทั้งเป็นการโฟกัสที่เร็วและเข้าจุดได้อย่างแม่นยำอีกต่างหาก ส่วนเซนเซอร์ในระบบการถ่ายตอนกลางคืนก็ถูกพัฒนามากขึ้น ตัวกล้องทำมาจากแมกนีเซียมอัลลอยทั้งชุด ฝุ่นและความชื้นไม่สามารถทำอะไรได้Olympus-asgv
  4. Olympus OM-D E-M5 Mark II – มีจุดเด่นด้วยการใช้เซนเซอร์ขนาด Four-Thirds ความละเอียดของกล้องสูงถึง 16 ล้านพิกเซล ทว่าเวลาถ่ายออกมาจริงกลับมีความคมชัดสูงถึง 40 ล้านพิกเซลแบบงงๆ มีตัวกันสั่งถึง 5 แกนที่จะช่วยให้การถ่ายภาพนิ่งหรือว่าวีดีโอของคุณไม่เกิดปัญหา ตัวกล้องสามารถกันฝุ่นและกันฝนได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญหน้าจอสามารถปรับพลิกได้หลายองศาแถมสามารถหันมาถ่ายเซลฟี่ได้อีกด้วย

อุปกรณ์ในสตูดิโอ มีอะไรบ้าง

         ในสตูดิโอถ่ายภาพทั่วไปต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือถ่ายภาพอยู่ในนั้น เพราะอุปกรณ์ต่างๆที่ช่วยเพิ่มแสงทำเอฟเฟ็กให้กับภาพนั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามสมจริงยิ่งขึ้น  และช่วยเพิ่งแสงหรือปรับแสงได้เพื่อให้เข้าคอนเซ็ปของภาพ ไม่ว่าจะถ่ายภาพในเวลากลางวันหรือกลางคืนเราสามารถปรับแสงได้ โดยอุปกรณ์ในสตูดิโอจะไม่อยู่ไม่เยอะเท่าไหร่นัก นอกจากจะจัดฉากถ่ายรูปขึ้นมาเพิ่มเติมเท่านั้น

อุปกรณ์ในสตูดิโอถ่ายภาพ

                ในสตูดิโอถ่ายต้องมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้องถ่ายรูปนั้นเอง ซึ่งนอกจากกล้องถ่ายรูปแล้วยังต้องมีอุปกรณ์เสริมต่างๆอีกด้วย เพราะภาพหนึ่งภาพจะมีองค์ประกอบหลายๆอย่าง ต้องเพิ่มแสงหรือลดแสงอีกด้วย เพื่อให้ภาพออกมาสวยงามตามที่เราต้องการ เพราะการถ่ายแบบในแต่ละครั้ง จะต้องมีแสงหรือมุมกล้องหลายๆมุม เพื่อให้ได้ภาพถ่ายหลายๆแบบซึ่งการถ่ายแบบในสตูดิโอนั้น จะต้องมีฉากหลังหลายๆฉากเพื่อที่จะเข้ากลับคอนเซ็ปที่เราต้องการ

อุปกรณ์ที่ต้องมีอยู่ในสตูดิโอหลักๆเลยคือ

  • ขาตั้งกล้อง : ซึ่งขาตั้งกล้องจะช่วยให้เราสามารถหามุมกล้องได้ง่ายขึ้น และเราสามารถปรับระดับของภาพถ่ายได้ เพราะขาตั้งกล้องจะสามารถปรับขาให้สูงขึ้นได้ตามความต้องการ และทำให้ภาพถ่ายออกมาไม่เบลอหรือสั่นตามมือได้ ซึ่งเป็นตัวช่วยในการถ่ายภาพให้ออกมาดูดีเลยระดับหนึ่ง
  • รีเฟคเตอร์ : จะช่วยในการกระจายแสง และทำแสงสะท้อนถือว่าเป็นตัวที่เราสามารถทำแสงสะท้อนในตัวได้อีกด้วย ซึ่งตัวนี้จะเห็นมีอยู่ทุกสตูดิโอเลย เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย
  • ซอฟท์บ็อก : ตัวนี้จะเป็นตัวที่สามารถช่วยกระจายแสง และยังส่องแสงจากตัวของซอฟท์บ็อกไปยังมุมที่แสงไม่สามารถเข้าไปถึงได้อีกด้วย ตัวนี้จะมีรูปร่างคล้ายร่ม และจะต้องมีติดอยู่ทุกสตูดิโออีกด้วยขาดไม่ได้เลยตัวนี้
  • เครื่องวัดแสง : เครื่องวัดแสงตัวนี้เราสามารถวัดแสงได้ทุกอย่าง เพื่อที่จะให้ระดับของแสงที่ใช้ถ่ายภาพนั้นสมดุลกับภาพถ่ายยิ่งขึ้น และเครื่องวัดแสงตัวนี้ยังช่วยให้เราไปตั้งค่าแสงในกล้องถ่ายภาพได้อีกด้วย ถือว่าเป็นตัวที่สะดวกต่อการถ่ายภาพยิ่งขึ้น
  • ไฟแฟลช : ตัวนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย จะเป็นตัวที่ใช้แทนแฟลชที่ออกมาจากกล้องถ่ายภาพ เพื่อให้ได้แสงแฟลชที่คมชัดมากขิ้น เพราะการถ่ายภาพในตอนกลางคืนเราต้องใช้แสงจากแฟลชเข้าช่วยเพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดขึ้น และรูปถ่ายจะออกมาเป็นแบบสไตล์พาราโนมานิดหนึ่ง

ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ขาดไม่ได้เลย สำหรับถ่ายภาพในสตูดิโอของคุณ

เหตุผลที่เกมโชว์ยังคงครองใจคนไทยได้จนทุกวันนี้

  หากจะพูดถึงรายการโทรทัศน์ในเมืองไทยต้องบอกว่ามีหลากหลายประเภทรายการอย่างมากที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาจากเหล่านักคิดและนักครีเอทีฟให้ออกมาเป็นรายการที่น่าสนใจอย่างที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งประเภทของรายการโทรทัศน์ก็มีด้วยกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็น ละคร, การประกวดร้องเพลง, ละครซิทคอม, สารคดี, ข่าวประเภทต่างๆ และสำคัญที่จะขาดไม่ได้ก็คือรายการประเภทเกมโชว์ ต้องยอมรับเลยว่ามีเกมโชว์เกิดขึ้นในเมืองไทยมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนรูปแบบรายการไปในทิศทางใดก็แล้วแต่ ทว่าชื่อของคำว่าเกมโชว์ก็ยังสามารถขายได้อยู่ดี ลองมาดูเหตุผลว่าทำไมเกมโชว์ถึงยังคงเป็นรายการโทรทัศน์ที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน

  1. รูปแบบรายการมีความทันสมัยอยู่ตลอด – สิ่งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนักคิดหรือครีเอทีฟของแต่ละรายการที่พยายามสรรหาสิ่งใหม่ๆ หรือแนวคิดใหม่ๆ มานำเสนอเพื่อให้ท่านผู้ชมได้รับฟังอยู่เสมอ แม้บางรายการจะดีบ้าง บางรายการจะไม่ดีบ้างแต่โดยภาพรวมความทันสมัยยังเป็นสิ่งที่หนึ่งที่เกมโชว์สามารถขายได้มาจนถึงทุกวันนี้
  2. สตูดิโอในการถ่ายทำมีความพร้อม – เรื่องของสตูดิโอในการถ่ายทำถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะต่อให้รูปแบบรายการจะดีแค่ไหนแต่หากขาดสตูดิโอชั้นดี ไฟส่องสว่างไม่ถึง การจัดแสงสีเสียงไม่ผ่าน ก็ทำให้รายการนั้นสามารถดร็อปลงไปเยอะเลยเหมือนกัน สังเกตได้จากรายการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มีฉากหลังและสตูดิโอที่ครบเครื่อง
  3. มีการเล่นเกมกับคนดูทางบ้านตลอด – สิ่งนี้ถือเป็นจุดที่ดึงดูดคนดูให้มารับชมรายการด้วยการที่เกมโชว์มักจะมีให้คนทางบ้านได้ร่วมสนุกกันไป ไม่ว่าจะเป็นให้นำชิ้นส่วนของสปอนเซอร์ส่งมาชิงโชค, โทรศัพท์ไปตอบคำถาม, ส่งข้อความโทรศัพท์ไปตอบ และอื่นๆ ตามแต่ว่ารายการจะคิดได้ ซึ่งตรงนี้เองคนที่ดูรายการเกมโชว์จะรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมตามไปด้วย
  4. พิธีกรและผู้เข้าแข่งขันดึงดูดใจ – เรื่องของตัวพิธีกรและนักแสดงที่เข้ามาร่วมเล่นเกมโชว์ก็ถือว่ามีความสำคัญเช่นกันสำหรับคนที่จะเลือกดูเกมโชว์นั้นๆ ว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ยิ่งนักแสดงที่มีแฟนคลับเยอะก็จะยิ่งทำให้การดูเกมโชว์เกมนั้นเยอะตามไปด้วย

เมื่อเราอยู่ในโลกที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ตัวเราเองก็ต้องรู้จักที่จะปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับยุคสมัยด้วย รายการเกมโชว์ก็เป็นอีก 1 รายการที่พยายามปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เคล็ดไม่ลับในการจัดแสงในสตูดิโอ


  โดยในการจัดแสงในสตูดิโอนั้น จะมีเทคนิคในการนำแสงต่างๆมาว่างยังตำแหน่งของสตูดิโอ เพื่อให้แสงส่องไปยังภาพที่เรากำลังจะถ่าย ซึ่งการจัดแสงนี้จะทำให้ภาพออกมาสวยขึ้น และมีมุมของแสงที่ช่วยปรับให้สินค้านั้นโดดเด่นขึ้นมาอีกด้วย การจัดแสงนี้ช่วยได้หลายอย่างเลยในการถ่ายรูปต่างๆ เพราะแสงนี้เป็นตัวสำคัญมากในการถ่ายภาพ ถ้าไม่มีแสงภาพก็จะออกมาไม่สวยอีกด้วย

วิธีการจัดแสงในสตูดิโอถ่ายภาพ

            ซึ่งการจัดแสงก็จะต้องมีวิธีของมันอยู่ด้วย ในการวางสิ่งที่ส่องแสงไว้ยังมุมหรือตำแหน่งที่เราต้องการให้แสงไปถึง เพราะการจัดแสงนี้จะทำให้ภาพออกมาสวยงามมากขึ้น ซึ่งมีวิธีการจัดแสงมานำเสนอดังนี้

  • การใช้ไฟหนึ่งดวง : เป็นการฉายแสงไปยังวัตถุที่เราต้องการเน้นส่วนนั้นเป็นหลัก เพราะการนำแสงส่องไปยังสิ่งนั้นจะเป็นการที่ทำให้สิ่งนั้นเด่นชัดขึ้นมาระดับหนึ่งเลย
  • การใช้ไฟสองดวง : คือการใช้ไฟหลักและไฟรองส่องเข้าไปยังบุคลนั้น เพื่อเป็นการลบเงาของไฟหลักนั้นเอง โดยเราจะนำไฟหลักวางในตำแหน่งแรกก่อน และนำไฟรองมาวางอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อให้แสงส่องไปยังตำแหน่งเดียวกันนั้นเอง
  • การใช้ไฟสามดวง : เป็นการเพิ่มไฟส่องด้านหลังของวัตถุ เพื่อให้วัตถุเด่นขึ้นมานั้นเองเป็นการนำไฟไปวางไว้ด้านหลัง และปรับมุมให้พอดีกับวัตถุเล็กน้อย จะทำให้ภาพถ่ายอออกมานั้นเห็นวัตถุที่เด่นชัดขึ้นมากว่าเดิม
  • การใช้ไฟสี่ดวง : โดยการใช้ไฟสี่ดวงนี้จะเน้นเป็นการถ่ายภาพบุคลมากกว่าสิ่งของ ซึ่งการจัดตำแหน่งของไฟทั่งสี่ดวงนี้ก็จะจัดเหมือนสามดวงแรก แต่ว่าไฟดวงที่สี่นี้จำส่องไปยังเส้นผมของนางแบบ เพื่อให้ได้แสงที่ตกกระทบและสร้างเป็นเงาที่สวยงามขึ้นมานั้นเอง
  • การใช้ไฟห้าดวง : เป็นการเพิ่มไฟส่องไปยังฉากเพื่อให้ฉากดูเด่นชัดขึ้นมาอีก แต่จะไม่ทำให้วัตถุถูกกลืนไปกับภาพ เพราะแสงตัวนี้จะช่วยแยกวัตถุและฉากออกจากกันได้อีกด้วย

ซึ่งการจัดแสงตามไฟทั้งห้าดวงเหล่านี้ เป็นการเพิ่มแสงให้เข้ากับวัตถุมากขึ้น และยังช่วยดึงให้วัตถุมีความเด่นชัดขึ้นมาอีกด้วย การจัดแสงเหล่านี้ยังช่วยให้ภาพถ่ายออกมาเหมือนมืออาชีพเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คุณจัดแสงเป็นภาพก็จะออกมาดูสวยงามและโดดเด่นไปในตัวอีกด้วย